“นาคานคร” หนองคาย-บึงกาฬ เปิดตำนานพญานาค

“นาคานคร” หนองคาย-บึงกาฬ เปิดตำนานพญานาค

1367
แบ่งปัน

แชร์แบ่งปันให้เพื่อนชม

หนึ่งในเทศกาลท่องเที่ยวช่วงวันออกพรรษาที่น่าสนใจมากที่สุดแห่งหนึ่ง คงต้องยกให้กับ “เทศกาลออกพรรษา บั้งไฟพญานาค” ที่จะมีลูกไฟสีส้มอมแดงพุ่งขึ้นมาจากแม่น้ำโขงในช่วงวันออกพรรษา

118

พิซซ่า

อุดรธานี สนใจลงโฆษณา โทร 091-707-4254

 

แม้จะยังไม่มีข้อสรุปว่าบั้งไฟดังกล่าวเกิดขึ้นด้วยฝีมือพญานาคจริงหรือไม่ แต่ความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคนั้นอยู่คู่กับคนในแถบลุ่มแม่น้ำโขงมาเป็นเวลานาน บางคนอาจมีข้อสงสัยว่า ทำไมบั้งไฟพญานาคจึงขึ้นให้เห็นมากที่สุดเฉพาะในจังหวัดหนองคายและจังหวัดบึงกาฬ (ซึ่งในอดีตเคยเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดหนองคาย) เหตุผลหนึ่งนั่นก็เพราะมีความเชื่อว่า บริเวณนี้เป็น “นาคานคร” หรือ “เมืองพญานาค” นั่นเอง

หนังสือ “หนองคายคมเลนส์” กล่าวถึงเรื่องของพญานาคไว้ว่า ตำนานศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูโบราณ มีความเชื่อสืบเนื่องกันมานานหลายพันปีว่า พญานาคเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์เบื้องบน เช่นที่ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทหินพนมรุ้ง ที่สร้างเป็นบันไดพญานาคราช ซึ่งทอดตัวยาวเพื่อรับมวลมนุษย์ไปสู่โลกแห่งความศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับลัทธิพราหมณ์ที่มีความเชื่อว่าพญานาคคือเทพเจ้าแห่งสายน้ำ

ญานาคมีความผูกพันแนบแน่นกับพระพุทธศาสนา
พญานาคมีความผูกพันแนบแน่นกับพระพุทธศาสนา

ชาวอินเดียเป็นชนชาติแรกที่ได้รวบรวมความเชื่อเรื่องพญานาคเข้ามาเกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนา โดยแทรกอยู่ในทศชาติชาดกและพุทธประวัติหลายบทหลายตอน เช่น เชื่อว่าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเคยเสวยชาติเป็นพญานาคมาก่อน

เช่นเดียวกับชาวเอเชียในเกือบทุกประเทศ ที่เชื่อว่าพญานาคและมังกรถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังและอำนาจสูงส่งเหนือมนุษย์ เช่นเดียวกับชาวอีสานบ้านเราที่เชื่อว่าพญานาคเป็นเจ้าแห่งบาดาล เป็นผู้ให้กำเนิดน้ำ โดยบั้งไฟของชาวอีสานที่สร้างขึ้นในงานประเพณีบุญเดือนหกทุกบั้ง มักจะถูกรังสรรค์เป็นรูปลักษณ์และลวดลายแห่งพญานาคทั้งสิ้น เพื่อจุดส่งขึ้นไปบอกกล่าวแก่พญาแถนบนสรวงสวรรค์ ให้ช่วยดลบันดาลประทานสายฝนและความช่ำชื่นชุ่มเย็นลงมาให้แก่มวลมนุษย์

เชื่อกันว่า พญานาคเป็นงูขนาดใหญ่ที่มีหงอนสีทองอยู่บนหัว มีดวงตาสีแดง ตลอดลำตัวมีเกล็ดเหมือนปลา เกล็ดจะมีหลากหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี เช่นสีเขียว สีดำ หรือบางตนมีเกล็ดถึง 7 สี เหมือนกันสีของสายรุ้ง นอกจากนั้น พญานาคยังมีพิษร้ายถึง 64 ชนิด และจะต้องคายพิษทุก 15 วัน สัตว์มีพิษอื่นๆ เช่น งู ตะขาบ แมลงป่อง ฯลฯ ต่างได้รับอานิสงส์ความมีพิษมาจากพญานาคแทบทั้งสิ้น

บันไดนาคหัวช้างเผือกที่วัดราชโพนเงิน
บันไดนาคหัวช้างเผือกที่วัดราชโพนเงิน

ความเชื่อในเรื่องของพญานาคเกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนาอย่างแนบแน่น ในพุทธประวัติกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วได้เสด็จไปประทับใต้ต้นจิกเสวยวิมุตติสุขอยู่ 7 วัน ในขณะนั้นมีฝนตกพรำตลอดทั้งวัน และได้มีพญานาคชื่อมุจลินทร์เข้ามาเฝ้าพระองค์ ขนดตัว 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกป้องพระองค์ไว้เพื่อกันฝนและลมมิให้มาถูกพระวรกายของพระองค์ เมื่อฝนหายแล้ว พญานาคมุจลินทร์ได้คลายลำตัวออก แปลงร่างเป็นชายหนุ่มยืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ด้วยความศรัทธา

จากตำนานดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรกในเวลาต่อมา โดยสร้างเป็นรูปลักษณ์ที่พระพุทธองค์ประทับนั่งอยู่บนตัวพญานาคที่แผ่พังพานราวกับผู้คุ้มครองพระศาสดานั่นเอง

อีกหนึ่งพุทธประวัติที่เกี่ยวกับพญานาคเล่าว่า มีพญานาคตนหนึ่งได้ฟังธรรมเทศนาของพระพุทธองค์แล้วเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงแปลงกายเป็นมนุษย์มาขอบวชเป็นพระภิกษุกับพระองค์จนสำเร็จ แต่วันหนึ่งเมื่อจำวัดแล้วได้กลายร่างคืนกลับเป็นพญานาค ภิกษุรูปอื่นไปเห็นเข้าจึงไปทูลแก่พระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ทรงทราบจึงให้พระภิกษุนาครูปนั้นลาสิกขา และให้ลงไปบำเพ็ญเพียรรอบวชในยุคพระศรีอาริยเมตตรัย นาคตนนั้นผิดหวังมาก จึงขอถวายคำว่า “นาค” ไว้เพื่อเรียกผู้ที่เข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนาต่อไป เพื่อเป็นอนุสรณ์ในความศรัทธาของตน

Image-2
แก่งอาฮงบริเวณกลางแม่น้ำโขง ฝั่งตรงข้ามคือปากถ้ำฝั่งลาวที่มีการสร้างเจดีย์ครอบไว้

ความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคปรากฏอยู่มากมาย และสำหรับในประเทศไทยนั้น สถานที่ที่มีตำนานและความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคผูกพันอย่างแน่นหนาที่สุด คงต้องยกให้ “จังหวัดหนองคาย” และ “จังหวัดบึงกาฬ” ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นดัง “นาคานคร”

จังหวัดหนองคายและบึงกาฬตั้งอยู่ทางภาคอีสานตอนบน สำหรับบึงกาฬนั้นเป็นจังหวัดใหม่ล่าสุดที่เพิ่งแยกตัวออกมาจากจังหวัดหนองคาย ทั้งสองจังหวัดมีชายแดนติดกับประเทศลาวเพียงแค่แม่น้ำโขงกั้น ว่ากันว่าแม่น้ำโขง เป็นที่อยู่อาศัยของพญานาคราช ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวหนองคายและชาวลาว

ด้วยระยะทางยาวไกลกว่า 210 กิโลเมตร ที่แม่น้ำโขงทอดตัวไหลผ่านจังหวัดหนองคาย เริ่มต้นจากอำเภอสังคม อำเภอศรีเชียงใหม่ อำเภอท่าบ่อ อำเภอเมืองหนองคาย อำเภอโพนพิสัย อำเภอรัตนวาปี ก่อนจะไหลเข้าสู่เขตจังหวัดบึงกาฬ และเขตอำเภอปากคาด ตำนานและเรื่องราวพญานาค ของชาวหนองคายนั้นยิ่งใหญ่ กล่าวขานกันมาเนิ่นนาน ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์แห่งลำน้ำโขง

ภายในถ้ำดินเพียงที่มีซอกหลืบและโพรงมากมาย
ภายในถ้ำดินเพียงที่มีซอกหลืบและโพรงมากมาย

ชาวอีสานในแถบลุ่มแม่น้ำโขงต่างมีความเชื่อว่าแม่น้ำโขงและแม่น้ำน่านเกิดขึ้นจากการเคลื่อนตัวของพญานาค รวมถึงเชื่อในตำนานอัศจรรย์แห่งบั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษา ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ เหล่าพญานาคในแม่น้ำโขงต่างชื่นชมโสมนัส พร้อมใจกันจุดบั้งไฟถวายการเสด็จกลับของพระพุทธองค์ “บั้งไฟพญานาค” จึงเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอันอัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นในเขตจังหวัดหนองคายและจังหวัดบึงกาฬในทุกๆ ปี

ด้วยความเชื่อที่ว่าบริเวณนี้เป็นนครแห่งพญานาค จึงปรากฏตำนานและเรื่องราวเล่าขาน รวมไปถึงสถาปัตยกรรม โบราณสถาน วัดวาอารามที่เกี่ยวพันกับพญานาคอยู่มากมาย โดยชาวจังหวัดหนองคายเชื่อว่า มีเมืองบาดาลของพญานาคตั้งอยู่ในเขตอำเภอโพนพิสัย โดยตั้งอยู่ใต้แม่น้ำโขงที่ลึกลงไป 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรงดงามอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อนกันอยู่ ด้วยเหตุของความเชื่อดังกล่าวนี้เองในวันออกพรรษาแต่ละปี จังหวัดหนองคาย โดยเฉพาะที่อำเภอโพนพิสัย จะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แห่แหนกันไปชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคกันอย่างล้นหลาม

ส่วนที่ “วัดราชโพนเงิน” ในเขตอำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับ “วัดโพนสัน” ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามในแขวงบอลิคำไซ ริมแม่น้ำโขงฝั่งลาว ตามพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าเล่าว่า เมื่อครั้งพระองค์เสด็จโปรดสัตว์ถึงบริเวณนี้ ได้มีพญานาคสองตนอาราธนาให้ทรงพักฉันภัตตาหารเพลที่นี่ โดยสุขหัตถีนาคได้อธิษฐานตนให้มีลำตัวยาว 500 วา มีกำลังแรงดั่งช้างสารนับร้อย กวาดเอาดินทรายพูนขึ้นเป็นโพนหรือเนินดิน ถวายให้พระพุทธองค์ประทับนั่งฉันเพล และยังขดตัวล้อมเนินดินไว้พร้อมกับแผ่พังพานออกเป็นนาค 7 เศียร บังแดดบังลมให้พระพุทธองค์

Image-4
ทางลงไปยังถ้ำดินเพียง

 

จากตำนานดังกล่าว ทำให้วัดราชโพนเงินที่ฝั่งไทยและวัดโพนสันที่ฝั่งลาวมีบันไดนาคหัวช้างเผือกอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความศรัทธาในตำนานของพญานาค ยังคงเป็นวัฒนธรรมร่วมของชาวไทยและลาวแห่งลุ่มแม่น้ำโขงอีกด้วย

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ที่ “ถ้ำดินเพียง” ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดถ้ำศรีมงคล ในอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เชื่อกันว่าเป็น “ถ้ำพญานาค” เป็นดังประตูมิติระหว่างโลกมนุษย์และเมืองบาดาล เป็นเส้นทางที่พญานาคใช้เดินทางกลับสู่ใต้บาดาล และยังเป็นเส้นทางที่พระธุดงด์ทรงศีลแก่กล้าจากลาวใช้ข้ามฝั่งลอดใต้แม่น้ำโขงเข้ามายังเมืองไทย แต่ถ้าหากได้เข้าไปภายในถ้ำแล้ว ด้านในจะมีทางแยกอีกนับไม่ถ้วน ภายในถ้ำจะมีทั้งส่วนที่เป็นแอ่งน้ำและส่วนพื้นดินที่แห้ง หากผู้ใดเข้าไปก็ควรมีผู้นำทางและเดินตามเส้นทางที่กำหนดไว้ มิฉะนั้นอาจพลัดหลงหาทางออกไม่เจอ

ส่วนที่จังหวัดบึงกาฬก็มีสถานที่สำคัญซึ่งเกี่ยวพันกับพญานาคอยู่ที่ “แก่งอาฮง” ในอำเภอเมือง โดยเชื่อว่าแก่งอาฮงเป็นจุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกที่สุด เคยวัดความลึกในหน้าแล้งได้ถึง 99 วา ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็น “สะดือแม่น้ำโขง” และยังเชื่อด้วยว่าจุดนี้เชื่อมต่อกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองคำชะโนด ในจังหวัดอุดรธานี กระแสน้ำบริเวณแก่งอาฮงจะไหลเชี่ยวมากในฤดูน้ำหลากและมีกระแสน้ำไหลวนเป็นรูปกรวยขนาดใหญ่ อีกทั้งชาวบ้านยังเชื่อว่าบริเวณแก่งอาฮงนั้นเป็นถ้ำของพญานาค ซึ่งมีปากถ้ำอยู่ที่ฝั่งลาว ปัจจุบันถ้ำดังกล่าวมีการสร้างเจดีย์ครอบไว้เพื่อไม่ให้เกิดการบุกรุกเข้าไปภายในถ้ำอีกด้วย

แม้ว่าหลายอย่างจะเป็นเพียงความเชื่อที่สืบทอดกันมา แต่ตำนานพญานาคก็ยังคงเป็นเรื่องราวที่อยู่คู่กับชาวหนองคายและบึงกาฬ รวมถึงผู้คนในแถบลุ่มน้ำโขงเสมอมา

 

แชร์แบ่งปันให้เพื่อนชม
พิซซ่า

อุดรธานี สนใจลงโฆษณา โทร 091-707-4254