บทความล่าสุด

วันที่16 มกราคม 61 เวลา15.00 น. ที่ ร้านอาหารน้อยก็หนึ่ง ถนนรอบเมือง ตำหมากแข้ง อ.เมือง  จ.อุดรธานี  นายสิรภาพ บุตรโยธี รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเชียงแหว อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ,นายนิด ลายเสือ ประธาน ผู้จัดงานกลุ่มเพื่อนเพื่อนศิลปิน หนุ่มชัย คนโก้ ,นายมนตรี พิ่มชัย สจ.อุดรธานี มด สามสลึง เจ้าของร้านน้อยก็หนึ่ง และศิลปินเพื่อนชีวิต ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานคอนเสิร์ต จีไอ แคมป์ไฟ ทะเลบัวแดง  ในระหว่าง วันที่ 10-11 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ท่าเรือบ้านเชียงแหว ต.เชียงแหว อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ตั้งแต่เวลา 17.00 – 06.00 น.

ทั้งนี้จะมีศิลปินนักร้อง วงดนตรี เพื่อชีวิต ร่วมงาน  อาทิเช่น  วงโนรีคีตศิลป์ ศิลปินจากจังหวัดเลย ศิลปินจากจังหวัดอุดรธานี หมอลำแม่ส่วง แนท เดอะวอยส์คิด มาตังค์ เดอะสตาร์ เก๋าซึม ไอดิน อภินันท์ คนด่านเกวียน ซู ซู วงขี้หินแห่ วงสามสลึง  ศิลปินจากจังหวัดเลย  และ ศิลปินจากจังหวัดอุดรธานี ฯลฯ บัตร ราคา 100 – 300 บาท  โดยได้วางจำหน่าย บัตรล่วงหน้าที่ร้านอาหารน้อยก็หนึ่งและร้านอาหารเพื่อชีวิต หรือซื้อบัตรที่หน้างาน ดังกล่าว

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานคอนเสิร์ต จีไอ แคมป์ไฟ ทะเลบัวแดง เพื่อนำเงินรายได้มอบให้เทศบาลกุมภวาปี ทำท่าเรือทะเลบัวแดง และเพื่อประชาสัมพันธ์สถานที่ แหล่งท่องเที่ยวทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำตาม ธรรมชาติด้วยพันธุ์ปลาน้ำจืด สายพันธุ์นกท้องถิ่น และพืชน้ำอีกจำนวนมากอันเป็นหัวใจของระบบนิเวศน์ที่หล่อเลี้ยง ทะเลบัวแดง และดูวิถีชีวิตคนในชุมชน ซึ่งยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่น ด้วย

วันที่ 15  มกราคม  61   ร.ต.อ.สุวัฒชัย ศรีวิชา รองสว.ป.สภ.เมืองอุดรธานี  ได้รับแจ้งว่า มีชายอาการคล้ายคนคุ้มคลั่ง ใช้หินปาใส่รถยนต์ ที่สัญจรผ่านไปมา บริเวณ ถนนบายพาสอุดร หนองคาย ขาออก ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี  จึงนำกำลังสายตรวจ 191 รุดไปตรวจสอบ   ในที่เกิดเหตุพบผู้เสียหาย คือ  นาย ลอง ชัยมี อายุ 71 ปี  68 ม.2 ต.นาข่า อ.เมือง จ.อุดรธานี  เจ้าของรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีดำ หมายเขทะเบียน ผข 2475 อุดรธานี ได้รับความเสียหาย บริเวณด้านซ้ายท้ายกระบะ และผู้เสียหายอีกราย คือ น.ส ดอกฟ้า  ศรีชัยมูล  อายุ 41 ปีอยู่บ้านเลขที่ 13 ม. 18 ต.บ้านธาตุ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี เจ้าของรถยนต์กระบะ ยี่ห้อเชฟโรเลต สีบลอนด์เงิน หมายเลขทะเบียน กธ 7972 อุดรธานี  เสียหายบริเวณด้านซ้ายท้ายกระบะ

ส่วนผู้ก่อเหตุเป็นชาย  อายุประมาณ20-25  ปี สวมเสื้อยืดสีฟ้า กางเกงขายาวลายพลางทหาร  ได้มีพลเมืองดีช่วยกันไล่ตามตะครุบตัวไว้ได้  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปทำการสอบถาม ยังคงให้การวกวน ไม่รู้เรื่อง แล้วแสดงอาการเพี้ยน แล้วลงไปนอนกับพื้น ตำรวจ จึงได้ควบคุมตัวมาโรงพัก   นาย ลอง ชัยมี  ให้การว่า ตนขับรถจะกลับบ้าน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ได้ยินเสียงดังที่ข้างรถ จึงจอดรถลงมาดูพบว่าชายคนดังกล่าว กำลังถือก้อนหิน จะเดินมาทำร้ายตน ตนจึงเดินขึ้นรถ และมองไปเห็นชายคนเดียวกัน กำลังโยนก้อนหินใส่รถกระบะอีกคันที่ขับตามหลังตนมา  ส่วน น.ส ดอกฟ้า  ศรีชัยมูล  ผู้เสียหายอีกราย ให้การว่า วันนี้ตนพร้อมกับสามีชาวต่างชาติ ได้ขับรถมาจากบ้านพาหลานไปหมอที่ รพ. ศูนย์อุดรธานี หลังจากนั้น  ก็ได้ขับรถจะกลับบ้าน พอมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ ก็มีชาย สวมเสื้อยืดสีฟ้า กางเกงขายาวลายพลางทหาร  ใช้ก้อนหินปาใส่รถตนเอง จากนั้น สามีก็จอดรถเพื่อตรวจสอบ แต่ ผู้ก่อเหตุก็เดินตรงเข้ามาจะทำร้ายตนและสามี แต่ มีชาวบ้านในละแวกนี้ ที่เห็นเหตุการณ์ช่วยกันไล่จับตัวเอาไว้ได้  จากการตรวจสอบความเสียหายของรถก็พบว่า มีร่องรอยบุบเพราะถูกก้อนหินด้านข้างฝั่งซ้าย ได้รับความเสียหาย

พ.ต.ท.เอกลักษณ์ บุญแสงเจริญ รอง ผกก.ป.สภ.เมืองอุดรธานี   เปิดเผย ได้ตรวจสอบประวัติ ชายที่ก่อเหตุปาก้อนหินใส่รถของชาวบ้าน ทราบว่า เป็นราษฎร ตำบลเชียงยืน อ.เมืองอุดรธานี  อายุ 25 ปี มีอาชีพรับจ้างทั่วไป เวลาหาเงินมาได้ก็จะไปซื้อยาบ้าทำการเสพ  มานานหลายปี จนทำให้ประสาทหลอน ซึ่งญาติได้นำตัวไปบำบัด รักษา แต่ขาดการรักษาต่อเนื่องและดูแลใกล้ชิด จึงได้มาก่อเหตุใช้ก้อนหิน ปาก้อนหินใส่รถยนต์ของชาวบ้านที่สัญจรไปมา ได้รับความเสียหาย   จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจทำประวัติพร้อมได้นำตัวชายคนนี้ ไปส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ส่วนเจ้าของรถหรือผู้เสียหาย ก็ได้เข้ามาแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี  เพื่อให้ญาติของผู้ก่อเหตุ ได้มาตกลงค่าเสียหาย กับเจ้าของรถ ทำการชดใช้ค่าเสียหาย ต่อไป

วันที่ 14 มกราคม 61  ร.ต.ท.ถิรโยทิน ทรัพย์สินธุ์ รองสวป.สภ.เมืองอุดรธานี  ได้รับแจ้งเกิดเหตุมีไฟไหม้หญ้าและกำลังจะลุกลามเข้าไปไหม้บ้านเรือนประชาชน ที่ชุมชนบ้านดงวัด ต.หมากแข้ง เขตเทศบาลนครอุดรธานี จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมกับประสานไปยังรถดับเพลิง เทศบาลนครอุดรธานี  ในที่เกิดเหตุเป็นที่พื้นที่ว่างเปล่า อยู่ใกล้ชุมชนบ้านดงวัด โดยไฟกำลังลุกไหม้และมีกลุ่มควันไฟคลุ้งกระจ่ายไปทั่ว  โดยกำลังจะลุกลามไหม้เข้าบ้านเรือนประชาชน เพียงไม่กี่เมตร  โดยชาวบ้านและตำรวจ ช่วยกันต่อสายยางจากก๊อกน้ำบ้านของประชาชน ที่ใกล้ทำการฉีดน้ำ พร้อมกับเอากิ่งไม้สด ช่วยกันดับเพลิงไหม้

พอเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากเทศบาลนครอุดรธานี  มาถึงก็ได้ระดมน้ำฉีดสกัดเพลิงไหม้ ใช้เวลา กว่า 1 ชั่วโมง ถึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้  โดยเบื้องต้นทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของนายทุน มีเนื้อที่ประมาณ 30ไร่  ปล่อยให้รกร้าง แล้วมีหญ้าขึ้นสูง 2-3 เมตร มานานหลายปี โดยไฟได้ไหม้หญ้าไปเกือบทั้งหมด แล้วได้ลุกลามไหม้ไปยังสายเคเบิลที่เสาไฟฟ้าเสียหายไปบางส่วน  น.ส ฉัตรฤดี หล้าวงศ์ อายุ 47  ปี อยู่บ้านเลขที่ 77/1  ม.1 ซอย บ้านหนองของกว้าง เปิดเผยว่า  ตนเองอาศัยอยู่กับแม่สองคน โดยบ้านของตนจะอยู่ติดกับพื้นที่ปล่อยรกร้างให้มีหญ้าขึ้น ซึ่งเป็นของนายทุน เมื่อ2-3 ปี ในช่วงอาการแห้ง มักจะเกิดเหตุเพลิงไหม้หญ้าขึ้นมา ปล่อยครั้ง ทำให้ชาวบ้าน ที่อยู่ในชุมชนนี้ พากันผวาเวลาเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นมา

ทั้งนี้กลัวว่าจะลุกลามเข้าไปบ้านเรือนของประชาชน ซึ่งชุมชนแห่งนี้มีบ้านเรือนประชาชน หลายร้อยหลังคาเรือน  โดยปีที่แล้วเกิดเหตุเพลิงไฟหญ้า แล้วได้ลุกไหม้ มาถึงรั้วบ้านของชาวบ้าน ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ช่วยเหลือแก้ปัญหา ในเรื่องนี้ด้วย แต่ในวันโชคดีที่ชาวบ้าน มาเห็นไฟไหม้ แล้วช่วยกันดับเพลิงไหม้ไฟ มิเช่นอาจจะลุกลามไหม้ เข้ามาถึงบ้านเรือนของประชาชน ดังกล่าว

วันที่15 มกราคม 61 เวลา08.00 น. ร.ต.อ.สุวัฒชัย ศรีวิชา รองสวป.สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งจากทางโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี มีชายคลุ้มคลั่งเมาสุราอาละวาด แล้วก่อเหตุเผาเตียงรถเข็นผู้ป่วย จึงนำกำลังสายตรวจ191 รุดไปตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุอยู่ที่บริเวณด้านหน้าตึกอำนวยการ ที่ชั้นล่างจุดรับส่งผู้ป่วย พบชายที่ก่อเหตุ ถูกรปภ.ของโรงพยาบาล ได้ควบคุมตัวเอาไว้ ทราบชื่อคือ นายนันทพงศ์   แก้วจันทร์  อายุ39ปี อยู่บ้านเลขที่ 343 ถนนทวีวัฒนา แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กทม. พร้อมของกลาง ไฟแช็ก จำนวน2 อัน ซึ่งมีเตียงเข็นผู้ป่วย เสียหายไป 1 อัน จึงควบคุมตัว มาโรงพัก

จากการสอบสวน นายนันทพงศ์   แก้วจันทร์   สารภาพว่า ตนเป็นช่างซ่อมจักรเย็บผ้า แต่มาระยะหลังไม่มีใครจ้าง จึงได้มาหาข้าวกินโรงทาน ในโรงพยาบาลอุดรธานี โดยเมื่อคืนนี้ ได้นั่งดื่มเหล้ากับญาติของผู้ป่วย ที่เฝ้า ที่บริเวณหน้าโรงพยาบาล ข้างริมหนองสวนธารณะหนองประจักษ์ เมื่อคืนนี้ จนกระทั่งตื่นขึ้นมาว่าจะหาคนที่นั่งดื่มเหล้าด้วยกันเมื่อคืนนี้  ข้างในโรงพยาบาล จึงได้มีเรื่องกับ รปภ. แล้วตนเอาไฟแช็ก จุดไฟเผาเตียงรถเข็นผู้ป่วย ดังกล่าว

ร.ต.อ.สุวัฒชัย ศรีวิชา เปิดเผยว่า ดูจากพฤติกรรม ของนายนันทพงศ์   แก้วจันทร์  มีสติสมประกอบพูดจารู้เรื่อง แต่ด้วยอาจจะมีอาการเมาสุราอยู่ จะเข้าไปในโรงพยาบาล ทาง รปภ. อาจจะไม่เข้าไปกลัวว่าจะไปรบกวนคนอื่น หรือสร้างปัญหาขึ้นมา ในสถานที่ราชการ ก็เลยก่อเหตุอาละวาด แล้วทำการก่อเหตุเผาเตียงรถเข็นผู้ป่วยขึ้นดังกล่าว   

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหา กระทำการให้เกิดเพลิงไหม้ แก่วัตถุใดๆ จนน่าเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินของราชการ  จากนั้นได้นำตัว ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

วันที่13 มกราคม 61 เวลา09.00 น. ที่ตชด.24 ค่ายเสนีย์รณยุทธ ถนนอุดร-สกล ตำบลหนองบัว อ.เมืองอุดรธานี ได้มีการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 โดยมี พ.ต.ท.ปฐมพงษ์ นกอยู่ รองผกก.ตชด.24  ได้มาเป็นประธานเปิดงานในครั้งนี้ ซึ่งมีข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดน มาสร้างความสุข รอยยิ้ม และความบันเทิง ให้แก่เด็กๆ  โดยผู้ปกครองได้จูงมือบุตรหลาน เข้ามาร่วมงาน กันเป็นจำนวนมาก

พ.ต.ท.ปฐมพงษ์ นกอยู่ รองผกก.ตชด.24  เปิดเผยว่า ในวันนี้เป็นสำคัญของเด็ก คือวันเด็กแห่งชาติ โดย ตชด.24 ค่ายเสนีย์รณยุทธ จัดขึ้นทุกปี โดยพลเอก ประยุทธ  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้คำขวัญในวันเด็กแห่งชาติ ในปีนี้ว่า คือ รู้คิด รู้ท่านั้น สร้างสรรค์เทคโนโลยี  ซึ่งเห็นได้ว่ารัฐบาลตระหนักและมุ่งเน้น ถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน หวังจะพัฒนาเด็กๆ ให้เป็นกำลังของชาติ ที่จะส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเติบโต เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ

โดยในวันนี้ได้นำ ขนม ,ของเล่น ,กระเพาะปลา ,ไอศครีม, น้ำหวาน,ส้มตำ และข้าวกล่อง จำนวนมาก มาแจกให้กับเด็กๆ  ที่มาร่วมงาน ได้เล่นและรับประทาน ส่วนภาคบันเทิงมีการแสดงร้องเพลง ของตำรวจตระเวนชายแดน ทำให้หนูน้อย ซึ่งเป็นเด็กหญิง อายุ เพียง 3 ขวบ ที่รักในเสียงเพลง ต้องเดินออกมาบริเวณหน้าเวที โชว์ลีลาท้าเต้น แบบไม่สนใจใคร เป็นสีสัน ภายในงานวันนี้  ทำเอาพ.ต.ท.ปฐมพงษ์ นกอยู่ รองผกก.ตชด.24  ต้องควักเงิน จำนวน100บาท เป็นรางวัลให้กับหนูน้อยคนนี้ โดยได้นำรถหุ้มเกราะ มาให้เด็กได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ตำรวจตระเวนชายแดน ได้แสดงยุทธวิธีในการรบ โชว์การกระโดดร่ม  จำนวน8 นาย การลำเลียงกำลังพลทางอากาศ ด้วยเฮลิคอปเตอร์ ลงสู่พื้น  ก่อนที่จะไปขึ้นรถหุ้มเกราะ และรถจยย. ในการเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย ตามแนวชายแดน ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นการป้องกันประเทศชาติ ไม่ให้ข้าศึกเข้ารุกล้ำผืนแผ่นดินไทยได้  ซึ่งการแสดงครั้งนี้ จะได้เป็นการปลุกฝังเด็กและเยาวชน รักและชอบอาชีพที่จะเป็นตำรวจตระเวนชายแดน ในการรับใช้ชาติ ทำให้บรรดาเด็กๆ และผู้ปกครอง พากันไปถ่ายรูปคู่กับตำรวจตระเวนชาย

ดาบตำรวจ จ.อุดรฯ ดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพ่อหลวง เลี้ยงกุ้งฝอยขายสร้างรายได้อย่างงาม

วันที่2 กรกฎาคม 60 เวลา10.30 น. ดาบตำรวจ สุเมฆ เลิศศรีเพชร อายุ 52 ปี ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ปราบปราม สภ.หนองหาน จ.อุดรธานี หัวหน้าตำรวจหมู่บ้านประจำตู้ บ้านผักตบ อยู่บ้านเลขที่ 242 ม.2 บ้านผักตก ต.ผักตบ อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ได้ใช้พื้นที่จำนวนหนึ่ง ภายในบริเวณตู้ยามตำรวจประจำหมู่บ้านผักตบ ทำบ่อซีเมนต์ขนาด 2.50X 2.50 ม. สูงประมาณ 1 เมตร เพื่อทำการทดลองเลี้ยงกุ้งฝอย ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ให้กลายเป็นกุ้งฝอยแบบเลี้ยง

โดยได้ทำการทดลองผิด ทดลองถูกมานานเป็นปีๆ และผลสุดท้ายประสบผลสำเร็จสามารถเลี้ยง ขยายผล จนสามารถจับขายเป็นรายได้เสริม และยังเตรียมจะยึดเป็นอาชีพหลัก หลังเกษียณอายุราชการเพื่อเลี้ยงครอบครัว ซึ่งในตอนนี้ทางผู้บังคับบัญชาให้การสนับสนุนสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้ประจำตำบล ให้คำปรึกษาแนะนำแกผู้ต้องการเลี้ยงเป็นอาชีพ โดยไม่คิดค่าแนะนำปรึกษา จนกระทั้งเกษตรกรที่อยู่จังหวัดเชียงก็ยังโทรศัพท์มาขอคำแนะนำ วิธีการเลี้ยงที่ทำให้กุ้งฝอยเลี้ยงมีความเจริญเติบ ใช้เวลาเพียง 5 เดือนก็สามารถตักจับขายได้แล้ว สร้างรายได้ให้สามารถใช้ชีวิตได้แบบประหยัดพอเพียงตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยเบื้องยุคลพระบาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 ได้อย่างสบายไม่เดือดร้อน

ดาบตำรวจ สุเมฆ เลิศศรีเพชร เปิดเผยว่า โครงการ เลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อซีเมนต์ เกิดจากตนเป็นลูกชาวนาโดยกำเนิด และพบว่ากุ้งฝอยยังเป็นอาหารที่ชาวอีสานนิยมนำมาประกอบอาหารหลายอย่าง และคิดว่าหากจะทำการเลี้ยงกุ้งฝอยเพื่อเป็นอาหารอย่างแท้จริง ด้วยการเลี้ยงลอกเลียนแบบธรรมชาติ ก็น่าจะเป็นผลดีและสามารถสร้างรายได้ให้กับตนและครอบครัวได้ จากความคิดตรงนั้น ทำให้ตัดสินใจทำการทดลองเลี้ยงกุ้งฝอย หลายวิธีโดยเฉพาะการเลี้ยงในท่อกลมซีเมนต์

โดยเริ่มต้นตนได้ไปขอซื้อเอามาจากชาวบ้านที่ทำการหากุ้งฝอยตามแหล่งน้ำธรรมชาติด้วย ซึ่งก็ได้ผลแต่กุ้งมีอัตราการเจริญเติบโตช้า จนมาลงตัวที่การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ สี่เหลี่ยม และมีการเจาพะรูรอบบ่อ เพื่อให้กระแสลมพัดผ่านน้ำได้ ทำให้น้ำในบ่อเลี้ยง เกิดการกระเพื่อม เหมือนกับธรรมชาติ ทำให้กุ้งฝอยที่เลี้ยง มีการเคลื่อนไหว มีอัตราการเจริญเติบโตเป็นที่น่าพอใจ เพราะเลี้ยงเพียง 4 เดือน ก็สามารถจับออกขายได้แล้ว แต่สำหรับช่วงนี้ตนเอง จะขายเฉพาะแม่พันธ์ที่พร้อมที่จะให้ลูกกุ้งแล้ว ตัวละ 2 บาท ส่วนพ่อพันธ์แถมให้ฟรี ในการให้อาหารแบบขุน ลักษณะเดียวกับการเลี้ยงหมูขุน เพื่อส่งตลาด ด้วยการให้อาหารสูตร ไข่ต้มสุก ขยำกับข้าว จะเป็นข้าวเหนียว หรือ ข้าวเจ้า ก็ได้ โดยให้วันละ 1 ครั้ง ในตอนเย็น เมื่อครบ 4 เดือน ก็สามารถจับขายได้ ซึ่งปัจจุบันเขาขายกุ้งฝอยในตลาดสด กิโลกรัม ละ 300-400 บาท

ปัจจุบันนี้ ไม่ได้ขายแบบยกบ่อ แต่เลี้ยงแบบขยาย เพื่อขายแม่พันธุ์ พ่อพันธุ์เพียงอย่างเดียว โดยเลี้ยงไปจนกว่าแม่พันธ์กุ้งฝอย พร้อมที่จะออกลูกได้แล้ว โดยให้สังเกตจากตัวเมียที่จะมีไข่สีเขียวๆอยู่ใต้ท้อง สามารถจับแยกออกมาขาย ได้แล้ว โดยจะขายเฉพาะแม่พันธ์ที่พร้อมที่จะให้ลูกกุ้งแล้ว ตัวละ 2 บาท ส่วนพ่อพันธ์แถมให้ฟรี และมีข้อแนะนำว่า หากว่าเมื่อลูกกุ้งออกมาแล้ว ก็ให้เพิ่มอาหารไข่ต้มสุกปลอกเปลือก ไม่ต้องขยำ นำไปวางเอาไว้บนก้อนอิฐบล็อกที่นำเอาไปวางไว้ในน้ำ เพื่อทำเป็นที่อยู่อาศัย หลบแสงแดดของกุ้ง ลูกกุ้งจะว่ายมากัดกินเอง

ดาบตำรวจ สุเมฆ เลิศศรีเพชร กล่าวว่า การเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อซีเมนต์ ขั้นแรกจะต้องทำบ่อซีเมนต์ขนาด 2.50 X2.50 X 1 เมตร ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการและทันของผู้เลี้ยง แต่ขอแนะนำเอาเพียง 1 บ่อ สำหรับผู้ที่เริ่มเลี้ยง เพื่อเป็นการหาประสบการณ์ เมื่อมีความชำนาญได้ประสบการณ์แล้ว ก็สามารถขยายการลงทุนเป็นหลายๆบ่อได้ตามทุนของผู้เลี้ยง

เคล็ดลับอย่าใช้น้ำประปาในการเลี้ยงกุ้งฝอยโดยเด็ดขาด เพราะในน้ำประปา มีสารเคมีหลายอย่างเช่น คลอรีน และ สารส้ม เป็นต้น ต้องใช้น้ำธรรมชาติ น้ำคลอง น้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติ นอกจากการเจาะรูข้างบ่อให้รอบๆแล้ว จะต้องมั่นดูแลเอาใจใส่กุ้งฝอยที่เลี้ยงด้วย เพื่อลอกเลียนธรรมชาติ ให้กุ้งแล้วนั้น จะต้อทำการเปลี่ยนน้ำเลี้ยงกุ้งเดือนละ 1 ครั้ง เพราะกุ้งชอบน้ำสะอาด และเพิ่มด้วยเครื่องทำอากาศออกซิเจน ขนาดเล็ก เพื่อช่วยทำให้นำเกิดกระเพื่อมด้วย จะเป็นการให้กุ้งมีออกซิเจนตามธรรมชาติหายใจและเร่งการเจริญเติบโตของกุ้ง

เรื่องที่แนะนำอีกประการหนึ่งคือ ไม่แนะนำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ไปหาซื้อแม่พันธุ์ พ่อพันธุ์ ตามตลาดสด เพราะกุ้งเหล่านั้นใกล้ตายแล้ว เพราะถูกนำขึ้นมาเป็นเวลานาน เมื่อนำมาเลี้ยงจะมีอัตราเสี่ยงต่อการตายค่อนข้างสูง แนะนำให้ซื้อจากคนเลี้ยง หรือจากคนหากุ้งตามธรรมชาติ เนื่องจากกุ้งยังมีสภาพแข็งแรง สดใหม่ ในบ่อเลี้ยง 1 บ่อ ใส่แม่พันธ์ไม่เกิน 400 ตัว และพ่อพันธ์ 10 กว่าตัวก็พอ เพราะแม่พันธ์จะใช้เวลาระยะเพียง 20 วัน ก็จะออกลูกแล้ว

สำหรับตลาดรับซื้อกุ้งฝอยยังมีอีกมาก เนื่องจากกุ้งฝอยยังมีปริมาณไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการ นอกจากตลาดสด ยังมีร้านอาหารทั้งท้องถิ่น หรือร้านอาหารขนาดใหญ่ ราคาขายต่อ ก.ก. ก็ตกอยู่ราวประมาณ 300-400 บาทต่อ กิโลกรัม ซึ่งตนได้มีการเตรียมยึดอาชีพเลี้ยงกุ้งฝอย หลังเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยจะใช้พื้นที่ดินที่เป็นสวน ทำบ่อซีเมนต์เอาไว้แล้ว 3-4 บ่อ และมีบ่อที่ใช้เลี้ยงกุ้งแล้วอีก 1 บ่อ ที่ตู้ยามตำรวจประจำหมู่บ้าน นอกจากนี้แล้วก็ยังทำเป็นตัวอย่างแก่ข้าราชการทุกหน่วยที่ใกล้เกษียณอายุราชการ ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัว ได้ ดังกล่าว

สองผัวเมียชาวไร่อ้อยอุดรฯ ดวงเฮงถูกลอตเตอรี่18ล้าน หลังไปขอโชคลาภกับปู่ศรีสุทโธ

วันที่1กรกฎาคม 60 เวลา19.30 น. ที่บ้านเลขที137 หมู่5 บ้านช้างใหญ่ ตำบาลนาทม อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง ของ นายธีระชัย บุตรดีคำ อายุ43ปี และน.ส.อรอนงค์ เหี้ยมเหิน อายุ31ปี ชาวผัวเมียชาวไร่อ้อย ดวงเฮงถูกลอตเตอรี่รางวัลที่1 จำนวน3 คู่ 112360 งวดที่25 ชุดที่ 21 -22, 23-24 และ 47-48 เป็นเงิน18ล้านบาท โดยมีญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน จำนวน50 คน มาร่วมฉลองแสดงความดีใจ ในครั้งนี้

น.ส.อรอนงค์ เหี้ยมเหิน เปิดเผยว่า เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ตนได้เดินทางไปที่คำชะโนด กราบไหว้เจ้าปู่ศรีสุทโธ อ.บ้านดุง แล้วบอกกับปู่ว่า ตนเองลำบากมาก มีหนี้สินหลายล้านบาท ยากปลดหนี้สิน แล้วตนก็ถูกหวยเลขท้าย42 ได้เงิน5,000 บาท ซึ่งตนก็ไปบ่นกับ ศาลดูน หรือศาลประจำหมู่บ้าน ที่ได้อัญเชิญปู่ศรีสุทโธ มาประทับที่ศาลแห่งนี้ หลายสิบปี ที่บ้านคำสีดา อยู่ติดกับหมู่บ้านช้างใหญ่ ขอให้ถูกรางวัลที่1 เหมือนกับคนอื่นเขาบ้าง ที่เคยเห็นในข่าว ที่ไปขอโชคลาภกับเจ้าปู่ศรีสุทโธ

โดย เมื่อวันที่21มิถุนายน ที่ผ่าน ตนได้เดินทางเข้ามาในตัวเมืองอุดรธานี เพื่อไปส่งหลานสาว จะเดินทางไปต่างประเทศ แล้วได้แวะตลาดไทยศิริ บ้านโนนขมิ้น ตำบลหนองบัว อ.เมืองอุดรธานี จึงได้ซื้อลอตเตอรี่เพื่อเสี่ยงโชค จำนวน5 คู่ ซึ่งมีเลขชุด 112360 จำนวน3 คู่ และอีก2 คู่ เป็นเลขลงท้าย 80 พอมาวันนี้หวยออก ก็เลยนั่งลุ้นพอหวยออกมา ตนเองกับแฟนแทบช็อก ถูก รางวัลที่1 จำนวน3 คู่ เป็นเงิน18 ล้านบาท แล้วตนกับสามี ได้เดินทางไปลงประจำที่ สภ.ทุ่งฝน เพื่อเป็นหลักฐาน

น.ส.อรอนงค์ เหี้ยมเหิน ได้กล่าวว่า เงินที่ได้มาจากโชคครั้งนี้ จะนำไปปลดหนี้สิน จำนวน7ล้าน7 แสนบาท เนื่องจากเอาที่ดิน จำนวน74 ไร่ ที่ปลูกอ้อย ไปจำนงกับนายทุน เป็นเงิน6 ล้านบาท และเป็นหนี้ ธกส. อีก1ล้าน7 แสนบาท เงินส่วนที่เหลือเก็บไว้เป็นทุนในการทำมาหากิน พร้อมกับ เป็นทุนการศึกษาให้แก่ลูกหลาว ในอนาคต และเลี้ยงพ่อแม่ ต่อไป

สสจ. อดรฯ เผย มีเด็ก3ปี ป่วยโรค มือ เท้า ปากเปื่อย สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ในแต่ละปีพบถึง 500 ราย

วันที่ 30 ม มิถุนายน 2560 เวลา 14.00 น. นายแพทย์สมิต ประสันนาการ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า มีการแพร่ระบาดของโรค มือ เท้า ปากเปื่อย ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี พบผู้ที่เป็นโรค มือ เท้า ปากเปื่อย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึงวันที่ 29 มิ.ย.2560 จำนวน 314 ราย โดยเฉพาะในเดือน มิถุนายน 2560 พบมากที่สุดจำนวน 91 ราย โดยพบมากที่สุดในพื้นที่อำเภอเมือง 50 ราย ซึ่งวันที่17 มิถุนายน 60 เจอเด็ก2 ราย โดยหายดีแล้ว แต่ล่าสุดในวันที่23 มิถุนายน มีเด็กชายอายุประมาณ 3 ปี เรียนอยู่ที่โรงเรียนมีชื่อแห่งหนึ่งในชั้นอนุบาล ป่วยเป็นโรค มือ เท้า ปากเปื่อย จริง ขณะนี้รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี มีอาการดีขึ้นแล้ว สามารถรับประทานอาหารได้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็สามารถกลับบ้านได้

โดยเด็กชายรายดังกล่าว เริ่มป่วยก็ถูกนำเข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ต่อมาได้ย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ซึ่งอาการเริ่มแรก มีอาการกระตุก จึงย้ายไปรักษาที่ รพ.ศูนย์อุดรธานี สันนิษฐานว่า เด็กชายดังกล่าวอาจจะติดเชื้อโรค มือ เท้า ปาก เปื่อย จากไวรัส ที่ชื่อว่า เอนเทอโรไวรัส 71 และมีอาการแทรกซ้อนทางสมอง แต่สามารถทำการรักษาได้จนเกือบจะเป็นปกติแล้ว พร้อมทั้งส่งทีมไปให้คำแนะนำแก่โรงเรียนที่เด็กเรียนอยู่ ซึ่งได้มีปารกสั่งปิดห้องเรียนชั้นอนุบาล 1ห้อง ในสัปดาห์หน้าสามารถเปิดห้องเรียนได้ตามปกติ

นายแพทย์สมิต ประสันนาการ กล่าวว่า สำหรับโรค มือ เท้า ปาก เปื่อย ส่วนใหญ่จะพบได้ในเด็กที่มีอายุ ต่ำกว่า 5 ปี ส่วนเชื้อไวรัสที่เป็นตัวก่อให้เกิดโรคดังกล่าว เป็นเชื้อไวรัส ในกลุ่ม เอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งพบในคนเท่านั้น และมีหลากหลายสายพันธ์ ส่วนเชื้อที่ก่อโรค มือ เท้า ปาก เปื่อย ได้แก่ไวรัส A,B และ Enterovirus 71 ผู้ที่ติดเชื้อ ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ หรือ พบอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีไข้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดเมื่อย เป็นต้น โดยจะมีตุ่มพองเล็กๆตามบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ในปาก เพดาน กระพุ้งแก้ม ในรายที่ติดเชื้อไม่รุนแรงก็สามารถหายได้เอง ส่วนในรายที่ติดเชื้อแบบรุนแรง เช่น เอนเทอโรไวรัส (Enterovuirus 71) อาจจะมีอาการแทรกซ้อนทางสมอง มีอาการอักเสบส่วนก้านสมอง อาการหัวใจวาย น้ำท่วมปอด และอาจจะเสียชีวิต

ในส่วนอาการป่วย เด็กจะไท้รับประทานอาหารเพราะเจ็บในปาก ทั้งนี้โรคมือ เท้า ปาก เปื่อยนี้ สามารถแพร่ติดเชื้อได้ทางการสัมผัส เช่น ของใช้ ของเล่น น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระของผู้ป่วย ที่สามารถอยู่ในอุจจาระได้นานถึง 1 เดือน วิธีการป้องกันจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคดังกล่าว โดยต้องทำความสะอาดสถานที่ เครื่องใช้ส่วนตัว เครื่องเล่น โดยเฉพาะสถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล ครู พี่เลี้ยงผู้ดูแล ต้องคอยสังเกตเด็กบ่อยๆ และต้องทำความสะอาดด้วยผงซักฟอกผสมน้ำ ตามด้วยน้ำผสมผงฟอกขาวทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จึงล้างออก ส่วนเครื่องใช้ ภาชนะสำหรับเด็ก หลังจากทำความสะอาดแล้ว ต้องตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรค

นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี กล่าวอีกว่า เด็กชายที่ป่วย คาดว่าอาจจะติดเชื้อไวรัส ชื่อว่า เอนเทอโรไวรัส 71 แต่ตอนนี้อาการดีมากแล้ว และในช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝนเหมาะสำหรับแพร่เชื้อ ซึ่ง โรคมือเท้า ปาก เปื่อย นี้ เป็นโรคระบาดประจำถิ่นไปแล้ว และตั้งแต่ ปี 2556 จังหวัดอุดรธานีพบการแพร่ระบาดปีละประมาณ 500 ราย และเคยมีเสียชีวิต 1 ราย ที่อำเภอประจักษ์ศิลปาคม เมื่อปี 2556 เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จังหวัดอุดรธานีในปีนี้พบผู้ป่วยแล้ว 314 ราย อยู่อันดับที่ 67 ของประเทศ แต่ทั้งประเทศที่พบ 27,000 ราย ก็เสียชีวิตไป1 ราย ซึ่งรายที่พบเด็กชายอายุ3 ปี ในจังหวัดอุดรธานี ถือว่าเป็นขั้นรุนแรง ดังกล่าว